Please use this identifier to cite or link to this item: http://ns.nsru.ac.th/handle/nsru/371
Title: แนวทางการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน : ศึกษากรณี การจัดการป่าชุมชนบ้านคลองห้วยหวาย อำเภอแม่เปิ่น จังหวัดนครสวรรค์
Other Titles: Guidelines for participation in natural resource management balance and sustainability. Case study : Community Ban Khlong Huai Wai ,Mae Poen , Nakhon Sawan
Authors: อรทัย อินต๊ะไชยวงค์
Keywords: การมีส่วนร่วม
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
สมดุล
Issue Date: 2016
Publisher: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
Abstract: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติรับรองคุ้มครองเรื่องสิทธิชุมชนไว้ในมาตรา 66 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน” และในมาตรา 67 บัญญัติไว้ว่า “สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการอนุรักษ์บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม” จึงเห็นได้ว่าหลักการตามบทบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งกำหนดหน้าที่ของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและประชาชนทั่วไป สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดการ ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น และสิทธิในการที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ ถือเป็นการยอมรับในทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยอมรับสิทธิของชุมชนยังมีข้อถกเถียงกันอยู่มาก อาจเพราะลักษณะชุมชนมีความยืดหยุ่นสูงและไม่มีกลไกทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการรองรับสิทธิชุมชน (กิตติศักดิ์ ปรกติ อ้างใน นิตยา โพธิ์นอก สถาบันพระปกเกล้า,2557,น. 22-23) ความคลุมเครือนี้ได้อธิบายได้ดังที่ ยศ สัตตสมบัติ กล่าวว่าสิทธิชุมชนมีลักษณะเป็นสิทธิเชิงซ้อน คือ ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ต่างมีส่วนในการบริหารจัดการ ไม่มีหน่วยงานใดเป็นการจัดการแบบเบ็ดเสร็จ จึงถือเป็นระบบจัดการร่วม ส่วนการใช้สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น จะสามารถใช้ได้เฉพาะสมาชิกที่ดูแลทรัพยากรนั้น ๆ โดยที่การใช้ประโยชน์นั้นจะต้องไม่ก้าวก่ายไปยังสิทธิของผู้อื่น คือจะไม่มีการใช้สิทธิที่เกินขอบเขตที่ถูกกำหนดไว้ ยกเว้นเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีความสามารถพอ เช่น คู่สมรสใหม่หรือผู้ที่ยากจนอาจได้รับยกเว้นให้ใช้ทรัพยากรบางประเภทได้ทรัพยากรบางประเภทได้ แต่คนที่ร่ำรวยอยู่แล้วจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ ( ยศ สัตตสมบัติ,2546,น.89) ซึ่งการจัดการทรัพยากรเหล่านี้ยังไม่อาจกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตายตัวได้เพราะอาจขัดต่อความเป็นชุมชนแต่ละพื้นที่ การยอมรับและรับรองสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือว่ามีความสอดคล้องกันกับหลักการจัดการทรัพยากรธรรมชาติฐานชุมชน ซึ่งจะทำให้ชุมชนมีความเข็มแข็งและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้ เพราะชุมชนจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของตนและชุมชน ในขณะเดียวกันชุมชนก็ดูแลทรัพยากรไปด้วย ซึ่งหากไม่มีการส่งเสริมสิทธิชุมชน ก็จะทำให้ชนชั้นนำในสังคมใช้อำนาจเข้าครอบครองบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนนั้นก็จะหมดบทบาทและไร้ที่ทำกิน (Rihoy & Maguranyang อ้างใน นิตยา โพธิ์นอก สถาบันพระปกเกล้า,2557,น. 27)
URI: http://ns.nsru.ac.th/handle/nsru/371
Appears in Collections:วิจัย

Files in This Item:
There are no files associated with this item.


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.