Please use this identifier to cite or link to this item: http://ns.nsru.ac.th/handle/nsru/372
Title: การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่วรรณคดีโบราณด้วยการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ : กรณีศึกษา อิเหนา
Other Titles: Increasing Value of Traditional Thai Literature by Adaptation to TV Drama : a case study of Inoa
Authors: อาทิตย์ ดรุนัยธร
Keywords: สร้างมูลค่า
วรรณคดี
โบราณ
ละครโทรทัศน์
Issue Date: 2016
Publisher: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
Abstract: อิเหนาเป็นวรรณคดีไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากนิทานปันหยี ซึ่งเป็นนิทานอิงพงศาวดารของชวา ปรากฏหลักฐานขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301) ดังปรากฏเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎ พระธิดาสองพระองค์ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทรงนิพนธ์บทละครเรื่องดาหลังหรืออิเหนาใหญ่ และ อิเหนา หรืออิเหนาเล็กขึ้น ตามเรื่องเล่าของนางกำนัลชาวปัตตานี เชื้อสายมลายู ชื่อยะโว แต่บทละครทั้งสองเรื่องก็ได้ชำรุดสูญหายไป เมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ต่อมาเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชประสงค์ที่จะฟื้นฟูพระนครให้เจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ๆ เหมือน “ครั้งบ้านเมืองดี” รวมทั้งด้านวรรณกรรมด้วย จึงทรงโปรดให้มีการประชุมกวีเพื่อแต่งวรรณคดีเรื่องสำคัญขึ้นใหม่หรือแต่งซ่อมส่วนที่ขาดหายให้มีความสมบูรณ์ เพื่อเป็น “ฉบับสำหรับพระนคร” ซึ่งอิเหนาก็เป็นหนึ่งในวรรณคดีเหล่านั้นด้วย โดยบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาฉบับนี้ มีลักษณะคำประพันธ์เป็นกลอนบทละคร แต่เนื้อความยังขาดตอนเป็นระยะ ๆ ไม่ต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่อง อิเหนา ขึ้นเพื่อใช้สำหรับเล่นละครใน ดังปรารภในเพลงยาวท้ายพระราชนิพนธ์ว่า “...ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์ แต่เรื่องต้นตกหายพลัดพรายไป หากพระองค์ทรงพิภพปรารภเล่น ให้รำเต้นเล่นละครคิดกลอนใหม่...” ซึ่งนอกจากจะพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาฉบับนี้ จะเป็นฉบับที่มีความสมบูรณ์ทางด้านเนื้อหามากที่สุดแล้ว ในสมัยต่อมายังได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดกลอนบทละครใน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ชื่นชมบทละครเรื่องนี้ว่า “... อิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 ซึ่งมีเนื้อเรื่องแปลกออกไปอีก ทรงดัดแปลงร้อยกรองโดยเฉพาะให้เป็นท่วงทีงดงามดี เหมาะแก่การเล่นละคร ในเชิงรำก็ให้ท่าที่จะรำได้แปลก ๆ งาม ๆ ในเชิงจัดหมู่ละครก็ให้ท่าที่จะจัดได้เป็นภาพงามโรง ในเชิงร้องก็ให้ทีที่จะจัดลู่ทางทำนองไพเราะเสนาะโสต ในเชิงกลอนก็สละสลวยเพราะพริ้งไม่มีที่เปรียบ อาจจะเล่นละครให้สมบูรณ์ครบองค์ห้าของละครได้ คือ 1. ตัวละครงาม 2. รำงาม 3. ร้องเพราะ 4. พิณพาทย์เพราะ 5. กลอนเพราะ ซึ่งสำเร็จเป็นทั้งทัศนานุตตริยะ และ สวนานุตตริยะ อย่างไพบูลย์” ความแพร่หลายของวรรณคดีเรื่องอิเหนามีปรากฏอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ ทั้งนี้จะพบว่ามีการนำ เนื้อเรื่องบางตอนของอิเหนามาแต่งเป็นวรรณคดีขนาดสั้น เช่น อิเหนาคำฉันท์ ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และ คำฉันท์เรื่องนางจินตะหรา ของ กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ หรือนำมาตัดตอนมาแต่งเป็นวรรณคดีการแสดงลักษณะอื่น ได้แก่ บทละครพูดเรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร บทเจรจาลครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บทละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง อิเหนา พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นอกจากนั้นยังมีความพยายามแปลวรรณคดีอันเป็นต้นเรื่องของอิเหนา ได้แก่ หิกะยัต ปันหยี สมิรัง. พระนิพนธ์แปล ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงแปลจากต้นฉบับภาษามลายู อิเหนาฉบับอารีนครา. แปลจากอิเหนาชวา ผู้แต่งชื่ออารีนครา ขุนนิกรการประกิจ เป็นผู้แปล เป็นต้น แม้ในปัจจุบัน วรรณคดีเรื่องอิเหนาก็ยังได้รับการนำมาผลิตซ้ำในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ละครรำของกรมศิลปากร หรือ การตัดตอนมาบรรจุไว้ในแบบเรียนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษา หรือมีนำมาถอดความเป็นสำนวนร้อยแก้ว ซึ่งการผลิตซ้ำดังกล่าวอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการผลิตซ้ำตัวบทเดิม นำเสนอในรูปแบบลักษณะเดิม และจำกัดวงความสนใจเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตซ้ำวรรณคดีเรื่องอิเหนา พบว่ามีวรรณกรรมอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการนำวรรณคดีเรื่องอิเหนา มาสร้างสรรค์ใหม่และนำเสนอให้เหมาะสมกับรูปแบบของสื่อและบริบทสังคมร่วมสมัย และเป็นที่สนใจของคนในวงกว้าง ซึ่งนอกจากจะมีลักษณะของการพยายาม “ต่อยอด” “ทำให้ฟื้นคืนชีพ” หรือ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้แก่วรรณคดีโบราณแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนฐานคิดที่ว่า “วรรณกรรมจึงมักมีทวิวิจน์ (dialogue) กับวรรณกรรมด้วยกัน ทั้งคิดตามและคิดแย้ง” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือ รูปแบบละครโทรทัศน์ ดังต่อไปนี้ ในปีพุทธศักราช 2546 ได้มีการนำวรรณคดีเรื่องอิเหนา มานำเสนอในรูปแบบละครโทรทัศน์ โดยบริษัท ทีวีสแควร์ จำกัด แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 17.00-18.00 น. นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำวรรณคดีเรื่องนี้มานำเสนอในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อมหาชนที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยเนื้อเรื่องที่นำเสนอนั้นดำเนินตามโครงเรื่องของบทละครพระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่มีการดัดแปลง ตัดทอน และเพิ่มเติมเหตุการณ์และตัวละครต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบและธรรมชาติของสื่อโทรทัศน์ ขณะเดียวกับก็พยายามรักษาหัวใจและบรรยากาศของเรื่องให้ตรงตามวรรณคดีต้นเรื่อง ละครโทรทัศน์อีกเรื่องซึ่งดัดแปลงมาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เช่นกัน ก็คือ ละครโทรทัศน์เรื่อง สุดหัวใจเจ้าชายเทวดา ของ บริษัท กันตนา จำกัด ซึ่งแพร่ภาพทางสถานีวิทยุโทรทัศน์โมเดิร์น ไนท์ ทีวี ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 19.00-19.30 น. ซึ่งละครโทรทัศน์เรื่องนี้มีความน่าสนใจในการดัดแปลงองค์ประกอบศิลป์ต่าง ๆ ของเรื่องให้ร่วมสมัยใกล้เคียงกับปัจจุบัน เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้ชมละครได้ง่าย ดังที่ รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2554 : 3) ได้กล่าวถึงละครโทรทัศน์เรื่องนี้ว่า ละครโทรทัศน์เรื่อง สุดหัวใจเจ้าชายเทวดา ดัดแปลงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ให้เป็นละครวัยรุ่นสมัยใหม่ ที่ใช้สเปคเชียลเอฟเฟคในฉากแฟนตาซีต่าง ๆ ท้องพระโรงจึงเป็นห้องรับแขกในบ้านสมัยใหม่ ตัวละครแต่งตัวตามสมัยปัจจุบันที่ผสมผสานกันแบบหัวมังกุท้ายมังกร เช่น อิเหนาใส่เสื้อกั๊กทับเสื้อเชิ้ต สวมหมวกปีกแคบ ประสันตาและ สังคามาระตาสวมสูทดำผูกหูกระต่าย วิหยาสะกำสวมกางเกงสีขาว ใส่เสื้อกล้ามขาว ทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกที่พับแขนสูงแบบจิ๊กโก๋หลังวัง และสวมหมวกปีกแคบ จรกาแต่งตัวแนวเร้กเก้ใส่เสื้อผ้าที่สดแสบ ไว้ผมทรงเดรดล็อก ส่วนบุษบาสวมชุดขี่ม้าแบบฝรั่ง ใช้ธนูแบบที่แข่งในสนามยิงธนู ตัวละครอื่น ๆ ก็แต่งตัวกันแบบล้ำจินตนาการ จนคาดเดาไม่ได้ว่าเหตุเกิดที่ไหน ในช่วงเวลาอะไรบนโลกนี้ เพราะในขณะที่แต่งตัวกันแบบ คนสมัยใหม่ ใช้ไอพอด มือถือ สู้กันด้วยปีน ธนู และกริช แต่ตัวละครก็เป็นเจ้าหญิงเจ้าชายเสนาอำมาตย์ ใช้ราชาศัพท์กันให้วุ่นวายไปหมด พูดให้เก๋ ก็อาจจะโมเมว่าเป็นละครแนว fusion คือ ผสมปนเปแบบยำใหญ่ นอกจากการดัดแปลงสิ่งที่เป็นฉากท้องเรื่องตลอดจนการแต่งกายให้เป็นยุคสมัยปัจจุบันแล้ว ผู้เขียนบทละครโทรทัศน์เรื่องสุดหัวใจเจ้าชายเทวดายังได้ปรับเปลี่ยนลักษณะตัวละครสำคัญอีกหลายตัว เช่น วิหยาสะกำเป็นพวกนับถือซาตาน เมื่อหลงรักบุษบาก็ไปบูชาซาตานขอให้ช่วย ซึ่งซาตานก็คือแม่มดหมอผีที่สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวได้ หรือ จรกาเป็นคนปัญญาอ่อน (รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ 2554 : 4) ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าผู้สร้างสรรค์บทละครโทรทัศน์นั้นมีกระบวนการคิดอย่างไรในการดัดแปลงดังกล่าว ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดที่จะศึกษาเปรียบเทียบบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับ ละครโทรทัศน์เรื่องอิเหนา และ ละครโทรทัศน์เรื่องสุดหัวใจเจ้าชายเทวดา ซึ่งผลการวิจัยจะทำให้ได้แนวทางในการดัดแปลงวรรณคดีโบราณเป็นวรรณกรรมร่วมสมัย อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวรรณคดีโบราณ และทำให้วรรณคดีโบราณสามารถดำรงคุณค่าอยู่ในสังคมปัจจุบันได้
URI: http://ns.nsru.ac.th/handle/nsru/372
Appears in Collections:วิจัย

Files in This Item:
There are no files associated with this item.


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.